Links

Categories :  Tags : เชฟ , อิ๊ก , บริบูรณ์ , บรรณ , ทำอาหาร
2010-10-26 16:59:23, 1 comments , แสดงไปแล้ว ครั้ง
พ่อครัว: อิ๊ก-บรรณ บริบูรณ์ 
"การเป็น chef ไม่ใช่แค่รสชาติอย่างเดียว แต่มันต้องใช้ได้ด้วย การทำอาหารคือศิลปะที่ทานได้"
story by : Mickeymumu
photo by : Sjuab
 
                 อาหารจานหนึ่งใครคิดว่าเป็นแค่เพียงอาหารเท่านั้น กว่าจะผ่านความพิถีพิถันในการคัดเลือกวัตถุดิบ และการใส่ใจในแต่ละขั้นตอนการผลิตนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เหมือนอาหารสำเร็จรูป สำหรับหนุ่มคนนี้แล้ว อาหารเหมือนการก่อสร้างสิ่งใหม่ๆ เพื่อผู้ชิมและก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้รับการยอมรับจากลูกค้าของเค้า แล้ววันนี้เค้าก็พร้อมที่จะมานั่งคุยกับเราเรื่องเส้นทางสายอาชีพที่น่าสนใจอาชีพนี้ให้พวกเราได้ติดตามกัน
                  คุณบรรณ บริบูรณ์ หนุ่มหล่อ อารมณ์สบายๆ ที่หลายๆ คนคงคุ้นหน้าคุ้นตาเค้ามาแล้วจากการประกวดหนุ่มบนเวทีหนุ่มคลีโอ ซึ่งวันนี้เค้าก็สละเวลามานั่งคุย ให้เราได้รู้เรื่องการทำอาหารของเค้า
                  เขาเริ่มชอบทำอาหารมาตั้งแต่แด็กๆ “ก็เริ่มรู้ตัวว่าชอบการทำอาหารตั้งแต่ที่พี่เลี้ยงบอกจะทำให้ แล้วเราบอกว่าเราอยากทำเอง อยากต้มไข่เอง เจียวไข่เอง ผมว่าการทำอาหารเป็นเหมือนการสร้างอะไรบางอย่างจากวัตถุดิบหลายๆ อย่าง” และมีอาหารจานแรก อย่างสปาเก็ตตี้คาโปนาลาที่ถึงแม้ว่าจะออกมาไม่เหมือนกับที่ตั้งใจไว้ซักเท่าไหร่ แต่ก็เป็นแรงบันดาลใจต่อมาในอนาคต”ไปทานอาหารมาจากข้างนอกครับ แล้วมาเปิดตู้เย็นที่บ้านดูก็มีของครบ คงไม่น่าจะยาก แต่ปรากฏว่าพอเสร็จออกมาแล้วติดกระทะเต็มไปหมดเลยครับ ก็พอทานได้ แต่อีกครึ่งหนึ่งก็ติดไปบนกระทะเรียบร้อยแล้วครับ (หัวเราะ)”
                  สำหรับเขาแล้วการทำอาหารนั้นคล้ายกับการก่อสร้างที่ไม่ได้เพียงพอแค่ความสวยงามแต่ต้องอยู่ที่ส่วนประกอบอื่นๆ อีกด้วย “พี่ด้วง-ดวงฤทธิ์ บุนนาค เคยบอกผมว่า การเป็นสถาปนิกเหมือนการเป็น chef มากๆ เพราะมันไม่ใช่แค่รสชาติอย่างเดียว แต่มันต้องใช้ได้ด้วย แล้วมันก็เป็นศิลปะ เพราะฉะนั้นการทำอาหารก็เป็นศิลปะที่ทานได้”
                   สไตล์การทำอาหารของหนุ่มอิ๊กเป็นสไตล์ที่ยังเป็นแบบอนุรักษ์ของเก่าแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องทำตามสูตรดั้งเดิมซะจนลืมความเป็นตัวเอง “ส่วนใหญ่ผมเป็นคนที่ชอบทำอาหารแบบไม่เน้นประยุกต์ แต่จะทำออกมาให้เป็นสูตรของเรา อย่างเช่น สปาเก็ตตี้คาโปนาลา เป็นสูตรที่ค่อนข้างกว้าง บางคนใส่เห็ด บางคนก็ไม่ใส่ บางคนใส่เบคอนกรอบ บางคนใช้แฮม แต่ว่าคาโปนาลาของเราเป็นอย่างไร แล้วก็คิดมาตรฐานของสูตรของเราเองเอาไว้”
                 จุดเริ่มต้นของการเป็น Headchef ก็เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่เขาได้มาและเมื่อได้ทำแล้วเขาก็มีความสุขกับงานที่ได้รับมอบหมายและทำมันอย่างเต็มความสามารถ “’งานเฮดเชพเริ่มประมาณปีที่แล้ว ผมเจอพี่จอมที่เค้าทำวานิลลาวิลลา แล้วเค้าเป็นรุ่นพี่ที่สนิทกับครอบครัว เค้ารู้ว่าผมจบด้านนี้มา เลยชวนมาคิดเมนู เขาก็อาจจะต้องการไอเดียใหม่ๆ เข้ามา ผมก็โอเค อยากทำ ไปทำอาหารให้เค้าดู เสร็จแล้วก็เริ่มมาทำเมนูให้ แล้วก็เข้ามาดูในส่วนของห้องครัว ส่วนใหญ่ก็เป็นที่เพลกราวครับ เพราะอาหารที่นี่จะเยอะ แล้วเวลาที่เราทำอาหารออกมาแล้วมีคนชอบเนี่ย มันก็ชื่นใจว่า เราทำเมนูขึ้นมามีคนหลายๆ คนเคยรับประทานแล้วชอบ มันก็ภูมิใจครับ”
                  สำหรับในการทำงานกับอาหารแบบนี้แล้ว ถ้าในต่างประเทศก็ไม่ได้มาง่ายๆ แน่นอน “กว่าเค้าจะเป็นเฮดเชพเนีย ที่เมืองนอกการเป็นเฮดเชพมันยากมาก อิ๊กได้เปรียบเพราะที่เมืองไทย ไม่ค่อยมีคนที่เชี่ยวชาญอาหารฝรั่งเท่าไร แต่ที่เมืองนอกคนที่ทำแบบผมได้มีทั่วไป เพราะฉะนั้นการจะได้เป็นเฮดเชพมันยากมาก ทำงานตั้งแต่อายุ 16 กว่าจะได้เป็น ต้องทำมาตลอดเป็นสิบๆ ปี ทำทุกอย่าง ตั้งแต่ล้างจนถึงขั้นบน ไต่เต้า ต้องใจเย็นๆ ต้องมีความอดทน แรงกดดันในครัวบางทีมันค่อนข้างสูง คนอาจจะไม่รู้ คิดว่าทำอาหารมันชิว แต่จริงๆ ถ้าทำเป็นอาชีพแล้วมันไม่ใช่ โดยเฉพาะที่เมืองนอกหรือตามโรงแรม เวลามันเร่งมันเร่งจริงๆ ทุกอย่างทำเป็นขั้นตอน เพื่อนทำนี่ เราทำนี่ แล้วมาประกอบกันให้เสร็จ มันเหมือนเป็นหน้าที่ ถ้าเราทำไม่เสร็จ ก็เป็นภาระให้เพื่อนด้วย แล้วงานออกมาก็จะไม่เสร็จ คนเสิร์ฟก็ถูกต่อว่า มันจะต่อเนื่องกันแบบนี้ เพราะฉะนั้นเรามีความกดดัน ต้องรับให้ได้และอดทน”
                    นอกจากงานทำอาหารแล้วความใฝ่ฝันของเค้าอีกหนึ่งอย่างนั่นก็เป็นการทำรายการอาหารที่จุดประกายความอยากทำอาหารให้กับผู้ชม ซึ่งตอนนี้ความฝันของเขาก็ออกมาเป็นรูปเป็นร่างตามหน้าจอโทรทัศน์แล้วซะด้วย “รายการนี้จริงๆ ไม่เน้นเรื่องอาหารขนาดนั้น ถือว่าอยากให้คนดู ดูแล้วเข้าใจ ไม่ต้องคนที่ทำอาหารเป็น แต่ดูแล้วเข้าใจว่าแรงบันดาลใจมันมาจากไหน อยากให้คนที่ดูแล้ว ดูแล้วอยากทำอาหาร ดูแล้วเค้ารู้สึกอันนี้น่าสนใจ อยากลองทำดู ผมอยากให้ทุกคนทำอาหารกันมากขึ้น คืออย่างวันศุกร์ตอนกลางคืนแทนที่จะออกไปเที่ยวหรืออะไร ก็อาจจะจัดไปปาร์ตี้ดินเนอร์ที่บ้าน เป็นกิจกรรมหนึ่งที่คนน่าจะทำมากขึ้น ช่วยกันทำอาหาร”
   
                      ทำงานแบบนี้เจ้าตัวบอกว่า ไม่เหนื่อยเลย เพราะทุกๆ วันที่ทำงาน นั่นก็คือความสนุกอยู่แล้ว “เวลาทำงานก็enjoy กับงานอยู่แล้ว ก็ได้เจอคนหลายๆ ประเภท หลายๆ แบบ ผมชอบคุยกับคน ก็คุยว่าแบบเป็นไง มาไง มุมมองของเค้าในเรื่องต่างๆ เป็นยังไง มันก็สนุกดี มันก็ไม่เหมือนกับทำงาน เป็นพักผ่อนด้วยเหมือนกัน”
   
                       สุดท้ายนี้คุณอิ๊กก็มีข้อคิดดีๆ ที่สำหรับน้องๆ ที่สนใจการทำอาหาร “ฝากถึงน้องๆ ที่ชอบและอยากเรียนทำอาหารจริงๆ ถ้าแบบอยากไปเรียน ผมว่าไม่จำเป็นต้องแพง แต่ว่า มันอาจจะต้องเก็บประสบการณ์เยอะๆ ไปทำตามร้านอาหารต่างๆ หลายประเภท คล้ายๆ กับ เหมือนคนเล่นดนตรี ก็เล่นกีต้าร์เริ่มจากแนวเพลงหลายๆ เพลง แล้วเราจะสามารถมาสร้างสรรค์อะไรที่เป็นตัวของเราได้ ว่าเราชอบทางไหน ทำอาหารก็เหมือนกัน ไปทำอาหารไทยบ้าง อาหารฝรั่งบ้าง ทำขนมบ้าง ไปเป็นFood stylishบ้าง แล้วเราจะได้รู้จัก หลายๆ มุมมอง เชคจากหลายๆ ด้านมันจะทำให้เราเก่ง แล้วก็อยากให้อดทนใจเย็นๆ กับมัน เป็นหนทางยาว ไม่เหมือนดาราที่พอดังก็เปรี้ยงปร้างได้เลยครับแต่งานนี้ค่อยๆ ขึ้นไป แต่มันสามารถอยู่ได้นานแสนนาน”

Categories :  Tags : เฟอนิเจอร์ , สัตว์เลี้ยง , คน
2010-10-26 16:57:18, 0 comments , แสดงไปแล้ว ครั้ง


Stroy By : Mickeymumuu
Photo By : Snappy 

                     หากคุณเป็นคนนึงที่มีชอบการตกแต่งบ้านเป็นชีวิตจิตใจ แล้วก็ยังมีเจ้าตัวโปรดเป็นเจ้าตูบอยู่ในบ้านด้วยแล้วล่ะก็คงจะประสบปัญหาเหมือนๆ กัน ในยามค่ำคืนถ้าจะปล่อยเจ้าตัวยุ่งให้ออกมาเพ่นพ่านในบ้านก็กลัวว่าจะไปทำข้าวของเสียหาย แต่ว่าจะขังไว้นอกบ้านก็อดสงสารเจ้าตัวเล็กไม่ได้ ครั้นจะเอากรงเข้ามาไว้ในบ้านก็ไม่น่าดูสักเท่าไหร่ แต่ว่าตอนนี้ไม่ต้องกังวลกับปัญหานี้แล้วค่ะ เพราะว่าตอนนี้มีบริษัท Taguchi เขาออกแบบข้าวของเครื่องใช้ที่ทำให้คนและสัตว์สามารถใช้เวลาร่วมกันได้โดยที่ยังคงรูปแบบความสวยงามแบบเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ได้ทั้งคน และสัตว์เลี้ยงแสนรักเลยทีเดียวค่ะ

Attachment

Arienai Stool house

 ที่เป็นแบบนี้หมายถึง เก้าอี้อเนกประสงค์ตัวนี้ค่ะที่ออกแบบมาให้เป็นเก้าอี้ตัวเล็กๆ สำหรับนั่งเล่น แล้วยังมีโพรงข้างในไว้ให้เจ้าตัวโปรดของคุณเข้าไปพักผ่อนกันได้อีกด้วยค่ะ

   

Attachment

Cat Tower

 สำหรับใครที่มีเจ้าเหมียวอยู่ในบ้านแล้วกลัวว่าเจ้าเหมียวจะอ้วนพุ๊ยลงพุงแบบในโฆษณาทีวีแล้วละก็ ของเล่นเจ้าเหมียวชิ้นนี้ก็น่าสนใจค่ะ ลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยนจัตุรัสเจาะรูแล้วหุ้มด้วยผ้ากำมะหยี่ เมื่อนำมาวางซ้อนกันก็จะเป็นเหมือนหอคอยสูงๆ ให้เจ้าเหมียวได้ออกกำลังกายปีนป่ายกันนั่นแหละค่ะ พร้อมกับรูปทรงและสีสันที่สวยงาม ดูเหมือนเป็นของดีไซน์ชิ้นนึงในบ้านเลยล่ะค่ะ

   

Attachment

อะไรเอ่ย? เปลี่ยนก็ได้

 สำหรับชิ้นนี้ผลิตจากไม้ออกมาเป็นรูปทรงโค้ง เจาะรูตรงกลางเมื่อนำมาต่อกันตามแนวโค้งจะได้รุปวงกลมพอดี จะเอาไว้ปลูกต้นไม้ไว้ตรงกลางก็ดูสวยงามดีค่ะ หรือใครมีไอเดียเก๋ๆ ก็นำมาจัดวางเป็นรูปต่างๆ ได้ตามอัธยาศัย แถมยังเป็นที่วิ่งเล่นให้เจ้าตัวซนของคุณอีกด้วยค่ะ

   

Attachment

Haco Cabinet

 กล่องสี่เหลี่ยมเอนกประสงค์ที่มีฝาปิดด้านหน้าให้เลือกได้หลายๆ สไตล์ พอนำมาเรียงกันก็จะได้เป็นชั้นเก็บของอย่างที่เห็นนี่แหละค่ะ แล้วนอกจากนั้นก็ยังเป็นบ้านของเจ้าตูบได้ด้วย พร้อมกับเบาะรองนั่งที่มีหลากหลายสีสันให้เลือกใช้ น่ารักขนาดนี้ต้องรีบหามาใช้ที่บ้านบ้างแล้วล่ะค่ะ

   

Attachment

เก้าอี้เอนกประสงค์

 สำหรับโซฟารับแขกทำจากไม้ตัวนี้ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ค่ะ ด้านล่างทำให้เป็นที่นอนน้องหมาได้อย่างน่ารักทีเดียว พร้อมกับสามารถเก็บของได้ด้วย แล้วก็ไม่ต้องใช้โต๊ะเลยค่ะ เพราะด้านข้างนั้นสามารถวางของได้ด้วย ทั้งดูเรียบง่าย และก็ประโยชน์ใช้สอยเยอะอย่างนี้ซื้อครั้งเดียวคุ้มเลยล่ะค่ะ

   

                  เป็นยังไงบ้างคะกับข้าวของสวยๆ ที่เรานำมาให้เพื่อนๆ ได้ดูกัน ทั้งดูดีมีสไตล์และก็มีประโยชน์การใช้สอยด้วย ถือว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียวค่ะ สำหรับใครที่สนใจตอนนี้เขามีสินค้าวางจำหน่ายให้เพื่อนๆ ได้ลองไปเลือกดูที่โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อค่ะ หรือถ้าใครสนใจติดต่อสอบถามได้ที่ 02-978-6891หรือcontact@taguchi.co.th ค่ะ

Attachment

 

แวะช๊อป Item สัตว์เลี้ยง

คลับน่ารักของคนรักแมว

 

Categories :  Tags : โลชั่น , โทนเนอร์ , แต่งหน้า , รีวิว , รองพื้น , นารส์ , คลีนเซอร์ , nars
2010-10-26 16:47:52, 0 comments , แสดงไปแล้ว ครั้ง


Story by : Mickeymumu
Photo by : Snappy&Sjuab
 
                     หลังจากที่เราปล่อยกิจกรรม “My Snow Queen” ออกมาก็มีเพื่อนๆ หลายๆ คนให้ความสนใจส่งภาพการแต่งหน้าแบบ Snow Queen เข้ามามากมายเลยทีเดียว ซึ่งสาวๆ แต่ละคนก็แต่งหน้ามากันได้ลุค “สาวเกาหลี” สุดๆ เลยล่ะจะบอกให้ ส่วนใครที่อยากเห็นภาพเพื่อนๆ ก็ต้องเข้าไปดูในหน้ากิจกรรมนะจ๊ะ แต่วันนี้เราได้รับเกียรติจาก คุณรพี ชูสุวรรณ Training & Sales Operation Supervisor จากเครื่องสำอาง NARS มาสาธิตวิธีการเตรียมหน้าและแต่งหน้าสไตล์ Snow Queen ตามแบบฉบับของ NARS ให้เราดูกัน ว่าแล้วก็ตามมาดูเลย
 
                    เพราะว่าผิวหน้าของคนเราบอบบางกว่าหน้าเค้กดังนั้น ก่อนเริ่มการแต่งหน้าเราก็จะต้องมีวิธีเตรียมผิวหน้าให้ดีเสียก่อน 
ขั้นเตรียมหน้า    

                    ก่อนการแต่งหน้าที่เราก็ควรเตรียมผิวให้พร้อม เพราะถ้าเตรียมไม่ดีจะเกิดการอุดตันและเกิดสิวได้ ในที่สุด เริ่มต้นเราก็ควรเช็ดเครื่องสำอางหรือสิ่งสกปรกออกก่อน

1. ทำความสะอาดผิวหน้า
 Balancing Foam Cleanser

ล้างหน้าด้วยโฟม เพื่อล้างสิ่งสกปรกบนผิวหน้าซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดการอุดตัน พร้อมเพิ่มความชุ่มชื้นให้ใบหน้า
 

2. โทนเนอร์ปรับสภาพผิว 
Balancing Toning Lotion

 จากนั้นตามด้วยโทนเนอร์ เพื่อลดประกายความมัน พร้อมกระชับรุขุมขน ทำให้ใบหน้าเรียบเนียน และสดใสเปล่งปลั่ง
 

3. ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า 
Balancing Moisture Lotion

แล้วลงครีมบำรุงผิว ให้ผิวเปล่งปลั่ง มีน้ำหล่อเลี้ยงไม่แห้งกร้าน
 

4. Base 
Makeup Primer

หลังจากลงครีมเสร้จแล้วก็จะมีอีก 1 ผลิตภัณฑ์ คือ Primer เป็น base ที่เป็นตัวเริ่มต้นก่อนรองพื้นซึ่งมันจะทำให้ผิวเรียบเนียนและดูสดใสขึ้น ซึ่งอยากจะเน้นเรื่อง primer อยากให้เห็นความสำคัญของการรองพื้นก่อน เพราะจะทำให้หน้าเนียน
 
 
ขั้นตอนการแต่งหน้า    

5. รองพื้น

คราวนี้ลงรองพื้นให้เนียนเรียบ คือไม่จำเป็นต้องลงทั่วใบหน้า แต่เน้นกลางใบหน้าแล้วไล้ให้บางไปจนถึงขอบผิว ในการแต่งหน้าแบบ Snow Queen ต้องให้ดูเหมือนเจ้าหญิงเหนือกว่าความเป็นคนหน่อย แล้วก็ควรจะเลือกแป้งให้ขาวกว่าความเป็นจริงนิดหน่อย ต่อมาด้วยคอนซีลเลอร์เก็บริ้วรอย
   

6. แป้งฝุ่น

หลังจากนั้นก็ลงแป้งฝุ่นบางๆ เพื่อให้หน้าไม่ดูเหมือนกระดาษเกินไป เป็นการลบเงาออกไป การไล้แป้งฝุ่น ก็จะมีแปรง “อิตะ” ซึ่งไล้แป้งได้บางมาก คือถ้าเราลงแป้งเยอะความมีมิติของเราจะหายไป
   

7. Blush On

ขั้นตอนต่อมาเราก็จะใช้บลัชออนซึ่งเป็นสีรัชเตอร์ เป็นน้ำตาลอมส้ม แล้วก็ใช้แปรง “ยาชิโย” ลูบไปเบาๆ บนเนื้อบลัชออน แล้วไล้ตามขอบหน้า จะสังเกตเห็นว่ามันคือสีจาก บลัชออน เป็นการนำสีสันมาสร้างแสงเงา แล้วนำมาไล้ที่แก้มนิดนึงเหมือนช่วงอากาศหนาวแก้มคนเราจะแดง
   

8. Night Series Mini Palette

ส่วนการทาตาก็ควรใช้สีสโนว์ ให้เหมือนกับเกล็ดน้ำแข็งเวลาต้องกับแสงตอนกลางคืนแล้วเราก็ใช้การลงสีอ่อนก่อนแล้วลงสีเข้มตาม แล้วทริกในการทำหิมะบนใบหน้า คือการฝนแปรงลงบนเนื้ออายแชโดว์ แล้วก็ดีดลงบนใบหน้า ก็จะได้ลักษณะเหมือนเกล็ดหิมะ จากกลิสเตอร์และ Shimmer ของรุ่นนี้ที่ทำมาเฉพาะงานนี้โดยเฉพาะเลย สิ่งที่จะทำให้หิมะตกบนใบหน้าคงอยู่ตลอดก็เป็นตัวMultiple มันจะเป็น Multiuse product คือทาตา ทาปากได้ มีส่วนช่วยทำให้สีสันและหิมะ คงอยู่ได้
   

9. Stain&Gloss

สีปาก ไม่ได้เกิดจากลงสีแดง แล้วลงสีทองทับ แต่เกิดจากการลงสีทองตรงกลางปาก แล้วค่อยลงสีแดงบริเวณขอบริมฝีปาก แล้วถ้าจะให้คมก็ต้องใช้แปรงทาปากนะครับ
   
เท่านี้ก็เสร็จสิ้นกระบวนการแต่งหน้าท้าลมหนาวที่
ออกมาก็จะได้เป็นลุคแบบ "Snow Queen"แบบนี้ค่ะ
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
 
 
                          เรื่องผิวสวยเป็นเรื่องสำคัญสำหรับสาวๆ การดูแลรักษาให้ผิวสวยคงอยู่เสมอ ก็เป็นของคู่กับสาวๆ ด้วยเช่นกัน แต่เวลาที่เราดูแลผิวนั้น ลองหันมาใส่ใจว่าเราควรจะใช้อะไรก่อนหรือหลังอย่างไรให้เหมาะสมกับสภาพผิวของเรา แล้วก็อย่าลืมเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับผิวหน้าของตนเองด้วยค่ะ
 
                   รู้วิธีการแต่งหน้าแบบ “Snow Queen” สไตล์NARS ไปแล้วคราวนี้ลองมาส่งไอเดียแต่งหน้าแบบของคุณมาให้เราดูบ้างนะคะ


2010-10-26 16:47:19, 0 comments , แสดงไปแล้ว ครั้ง


Story by : Mickeymumu
Photo by : Snappy&Sjuab
 
                     หลังจากที่เราปล่อยกิจกรรม “My Snow Queen” ออกมาก็มีเพื่อนๆ หลายๆ คนให้ความสนใจส่งภาพการแต่งหน้าแบบ Snow Queen เข้ามามากมายเลยทีเดียว ซึ่งสาวๆ แต่ละคนก็แต่งหน้ามากันได้ลุค “สาวเกาหลี” สุดๆ เลยล่ะจะบอกให้ ส่วนใครที่อยากเห็นภาพเพื่อนๆ ก็ต้องเข้าไปดูในหน้ากิจกรรมนะจ๊ะ แต่วันนี้เราได้รับเกียรติจาก คุณรพี ชูสุวรรณ Training & Sales Operation Supervisor จากเครื่องสำอาง NARS มาสาธิตวิธีการเตรียมหน้าและแต่งหน้าสไตล์ Snow Queen ตามแบบฉบับของ NARS ให้เราดูกัน ว่าแล้วก็ตามมาดูเลย
 
                    เพราะว่าผิวหน้าของคนเราบอบบางกว่าหน้าเค้กดังนั้น ก่อนเริ่มการแต่งหน้าเราก็จะต้องมีวิธีเตรียมผิวหน้าให้ดีเสียก่อน 
ขั้นเตรียมหน้า    

                    ก่อนการแต่งหน้าที่เราก็ควรเตรียมผิวให้พร้อม เพราะถ้าเตรียมไม่ดีจะเกิดการอุดตันและเกิดสิวได้ ในที่สุด เริ่มต้นเราก็ควรเช็ดเครื่องสำอางหรือสิ่งสกปรกออกก่อน

1. ทำความสะอาดผิวหน้า
 Balancing Foam Cleanser

ล้างหน้าด้วยโฟม เพื่อล้างสิ่งสกปรกบนผิวหน้าซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดการอุดตัน พร้อมเพิ่มความชุ่มชื้นให้ใบหน้า
 

2. โทนเนอร์ปรับสภาพผิว 
Balancing Toning Lotion

 จากนั้นตามด้วยโทนเนอร์ เพื่อลดประกายความมัน พร้อมกระชับรุขุมขน ทำให้ใบหน้าเรียบเนียน และสดใสเปล่งปลั่ง
 

3. ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า 
Balancing Moisture Lotion

แล้วลงครีมบำรุงผิว ให้ผิวเปล่งปลั่ง มีน้ำหล่อเลี้ยงไม่แห้งกร้าน
 

4. Base 
Makeup Primer

หลังจากลงครีมเสร้จแล้วก็จะมีอีก 1 ผลิตภัณฑ์ คือ Primer เป็น base ที่เป็นตัวเริ่มต้นก่อนรองพื้นซึ่งมันจะทำให้ผิวเรียบเนียนและดูสดใสขึ้น ซึ่งอยากจะเน้นเรื่อง primer อยากให้เห็นความสำคัญของการรองพื้นก่อน เพราะจะทำให้หน้าเนียน
 
 
ขั้นตอนการแต่งหน้า    

5. รองพื้น

คราวนี้ลงรองพื้นให้เนียนเรียบ คือไม่จำเป็นต้องลงทั่วใบหน้า แต่เน้นกลางใบหน้าแล้วไล้ให้บางไปจนถึงขอบผิว ในการแต่งหน้าแบบ Snow Queen ต้องให้ดูเหมือนเจ้าหญิงเหนือกว่าความเป็นคนหน่อย แล้วก็ควรจะเลือกแป้งให้ขาวกว่าความเป็นจริงนิดหน่อย ต่อมาด้วยคอนซีลเลอร์เก็บริ้วรอย
   

6. แป้งฝุ่น

หลังจากนั้นก็ลงแป้งฝุ่นบางๆ เพื่อให้หน้าไม่ดูเหมือนกระดาษเกินไป เป็นการลบเงาออกไป การไล้แป้งฝุ่น ก็จะมีแปรง “อิตะ” ซึ่งไล้แป้งได้บางมาก คือถ้าเราลงแป้งเยอะความมีมิติของเราจะหายไป
   

7. Blush On

ขั้นตอนต่อมาเราก็จะใช้บลัชออนซึ่งเป็นสีรัชเตอร์ เป็นน้ำตาลอมส้ม แล้วก็ใช้แปรง “ยาชิโย” ลูบไปเบาๆ บนเนื้อบลัชออน แล้วไล้ตามขอบหน้า จะสังเกตเห็นว่ามันคือสีจาก บลัชออน เป็นการนำสีสันมาสร้างแสงเงา แล้วนำมาไล้ที่แก้มนิดนึงเหมือนช่วงอากาศหนาวแก้มคนเราจะแดง
   

8. Night Series Mini Palette

ส่วนการทาตาก็ควรใช้สีสโนว์ ให้เหมือนกับเกล็ดน้ำแข็งเวลาต้องกับแสงตอนกลางคืนแล้วเราก็ใช้การลงสีอ่อนก่อนแล้วลงสีเข้มตาม แล้วทริกในการทำหิมะบนใบหน้า คือการฝนแปรงลงบนเนื้ออายแชโดว์ แล้วก็ดีดลงบนใบหน้า ก็จะได้ลักษณะเหมือนเกล็ดหิมะ จากกลิสเตอร์และ Shimmer ของรุ่นนี้ที่ทำมาเฉพาะงานนี้โดยเฉพาะเลย สิ่งที่จะทำให้หิมะตกบนใบหน้าคงอยู่ตลอดก็เป็นตัวMultiple มันจะเป็น Multiuse product คือทาตา ทาปากได้ มีส่วนช่วยทำให้สีสันและหิมะ คงอยู่ได้
   

9. Stain&Gloss

สีปาก ไม่ได้เกิดจากลงสีแดง แล้วลงสีทองทับ แต่เกิดจากการลงสีทองตรงกลางปาก แล้วค่อยลงสีแดงบริเวณขอบริมฝีปาก แล้วถ้าจะให้คมก็ต้องใช้แปรงทาปากนะครับ
   
เท่านี้ก็เสร็จสิ้นกระบวนการแต่งหน้าท้าลมหนาวที่
ออกมาก็จะได้เป็นลุคแบบ "Snow Queen"แบบนี้ค่ะ
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
 
 
                          เรื่องผิวสวยเป็นเรื่องสำคัญสำหรับสาวๆ การดูแลรักษาให้ผิวสวยคงอยู่เสมอ ก็เป็นของคู่กับสาวๆ ด้วยเช่นกัน แต่เวลาที่เราดูแลผิวนั้น ลองหันมาใส่ใจว่าเราควรจะใช้อะไรก่อนหรือหลังอย่างไรให้เหมาะสมกับสภาพผิวของเรา แล้วก็อย่าลืมเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับผิวหน้าของตนเองด้วยค่ะ
 
                   รู้วิธีการแต่งหน้าแบบ “Snow Queen” สไตล์NARS ไปแล้วคราวนี้ลองมาส่งไอเดียแต่งหน้าแบบของคุณมาให้เราดูบ้างนะคะ


Categories :  Tags : โลกร้อน , บ้านและสวนแฟร์ , จัดบ้าน
2010-10-26 16:37:46, 0 comments , แสดงไปแล้ว ครั้ง




Story & Photo by : Mickeymumu


                          บ้านเปรียบเป็นสวรรค์ของใครหลายๆ คน แต่หากช่วงนี้ที่อากาศเริ่มจะเย็นสบายๆ แบบนี้แล้ว แต่บ้านใครยังต้องเปิดพัดลมเปิดเครื่องปรับอากาศให้ความเย็นอยู่ล่ะก็ ต้องลองมาพิจารณากันใหม่แล้วค่ะ ลองมาดูกันซิว่าบ้านที่คุณอยู่นั้น มีสัญญาณไม่น่าอยู่ดังต่อไปนี้รึเปล่า และหากว่ามีแล้ว วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้บ้านคุณกลับมาเย็นสบายน่าอยู่อาศัยอีกครั้งมีอะไรบ้าง?


10 สัญญาณอันตราย
10 วิธีแก้ไข
 1. บังแดด บังลม 1.ชวนลมมาเล่นที่บ้านกันเถอะ

               ที่บอกว่าบังแดดฟังดูเหมือนจะดี แต่ความจริงแล้วการใช้เฟอร์นิเจอร์ใหญ่ๆ มาบังบริเวณหน้าต่างหรือทางลม ทำให้ลมและแสงแดดไม่สามารถผ่านได้สะดวก ทำให้บ้านร้อนอบอ้าวและเหม็นอับ ไม่น่าอยู่เอาซะเลย รวมถึงรั้วหน้าบ้านที่หนา และสูงเกินไป ไม่มีช่องให้ลมสามารถพัดผ่านได้อีกด้วย

          การปลูกต้นไม้หน้าบ้าน เป็นการบังคับทิศทางลมที่จะให้เข้ามาสู่ตัวบ้านได้วิธีหนึ่ง แล้วถ้าให้หน้าบ้านมีน้ำด้วยจะยิ่งทำให้ลมที่พัดเข้าบ้านเย็นขึ้น แต่ต้องไม่ลืมจัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้ไม่ขวางทางลมด้วยนะ
2.แห้งแล้ง...ห่อเหี่ยว 2.ปลูกต้นไม้...สดชื่น คลายร้อน
               มองไปเห็นบ้านหลังใหญ่โต แต่ดั๊น...ไม่มีต้นไม้ใหญ่ซักต้น ทำให้ไม่มีร่มไม้มาช่วยบังแดด ในบ้านร๊อน...ร้อน  หรือในบ้านไม่มีกระถางต้นไม้เลยซักต้นก็ทำให้บ้านดูแห้งแล้ง ไม่ค่อยน่าอยู่เช่นเดียวกัน

           เพราะคุณประโยชน์ของต้นไม้ ไม่ใช่แค่ให้ร่มเงาบังแดดแก่พวกเราเท่านั้น ต้อนไม้ยังช่วยดูดกรองฝุ่น สร้างกลิ่นหอม และที่สำคัญช่วยผลิตออกซิเจนให้บ้านเราได้อีกด้วย เห็นประโยชน์ของต้นไม้แล้วก็อย่าข้ามความสำคัญกับต้นไม้ไปนะคะ

3.มีแต่พื้นที่เพิ่มแดด 3.เติมน้ำหน้าบ้าน

               ตอนนี้ถ้าใครที่ตัดสินใจจะทำบ้านใหม่ หรือกำลังจะปรับปรุงพื้นที่บ้านเพื่ออาจจะเป็นที่จอดรถอีกคันของคุณแล้วล่ะก็ คิดให้ดีๆ เลยทีเดียวค่ะ เพราะการสร้างลานคอนกรีตในบ้านเพิ่มขึ้น ถึงจะไม่เกี่ยวกับหลักฮวงจุ้ย แต่เป็นการเพิ่มพื้นที่เพิ่มความร้อน เวลาที่ลมพัดเข้าบ้านทำให้หอบเอาความร้อนมาโดนคุณเต็มเปาเลย


               เพราะว่าโลกเราร้อนขึ้นทุกวันๆ การมีบ่อน้ำ หรือ น้ำพุ น้ำตกอยู่หน้าบ้านจะช่วยให้ลมที่พัดเข้ามาในบ้านไม่ร้อนเกินไป แถมการได้ฟังเสียงน้ำไหลก็เป็นการบำบัดได้อย่างหนึ่งด้วย ถ้าบ้านใครไม่มีบ่อน้ำก็ลองจัดเป็นสวนถาดเล็กๆ ไว้ก็ได้เหมือนกัน
4.ไม่มีอุปกรณ์สู้แดด 4.อุปกรณ์สู้แดด

               อุปกรณ์ที่พูดถึง ไม่ใช่ของหายาก หรือต้องฝ่าฟันใดๆ ทั้งสิ้นค่ะ บางบ้านไม่มีอุปกรณ์สู้แดดติดตามขอบหน้าต่าง อย่างเช่น ม่าน มู่ลี่ ก็ทำให้แสงแดดส่องเข้าบ้านมากไป เป็นการทำให้บ้านร้อนได้อีกทางเช่นเดียวกันนะ


            การเลือกใช้ผ้าม่าน หรือมู่ลี่ อย่างที่บอกว่าควรจะติดไว้เพื่อป้องกันแสงแดด แต่ก็ควรจะเลือกชนิดที่บางๆ เพื่อยอมให้แสงแดด เล็ดลอดเข้ามาได้ด้วย ไม่อย่างนั้นบ้านเราจะอับมากๆ เลยทีเดียว

5.เก็บของ เก็บฝุ่น 5.รักษาความสะอาดกันเป็นนิจ

              ของกับฝุ่นมันมาด้วยกันอยู่แล้วไม่ว่าที่ไหนก็ตาม หากคุณเป็นคนนึงที่ชอบเก็บของแล้วละก็ พึงระวังสถานที่ในการเก็บของๆ คุณ ให้ดี เพราะนอกจากจะมีฝุ่นมาวุ่นวายทำให้บ้านสกปรกแล้ว ยังทำให้มีปัญหาเรื่องทางเดินหายใจ และโรคภูมิแพ้อีกด้วย


            ถ้าพูดถึงเรื่องฝุ่นๆ ที่เป็นอันตรายกับระบบทางเดินหายใจของเราและคนในบ้านแล้ว ลองมาทำความสะอาดกันบ่อยๆ แล้วก็เก็บของให้เข้าที่เป็นระเบียบเรียบร้อย เท่านี้ก็ลดปัญหาเรื่องฝุ่นไปได้เยอะเลยทีเดียว

6.พรม...ใครคิดว่าไม่อันตราย 6.เลือกใช้วัสดุธรรมชาติ

               บ้านใครที่คิดว่าปูพรมแล้วสบายดี นั่งพื้นนิ่มๆ ลองคิดใหม่ค่ะ
เพราะหารปูพรมนอกจากจะเสียค่ารักษาแพงๆ แล้ว เวลาผ่านไป พรมจะเก็บทั้งฝุ่น เชื้อโรค ความร้อน รวมถึงเปลืองค่าไฟในการทำความสะอาดอีกด้วย


           เฟอร์นิเจอร์ที่เลือกใช้ควรเป็นวัสดุธรรมชาติที่แข็งแรง คงทน แถมเดี๋ยวนี้เฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ ก็มีที่เป็นไอเดียเก๋ๆ ทีสำคัญราคาก็ไม่แพงอย่าที่คิดด้วย

 7.ผนังสีเข้มเกินไปรึเปล่า? 7.สี...ช่วยลดความรู้สึกร้อน

               ทาสีเข้มๆ ก็ดูเท่ห์ดี แต่ก่อนทาลองคิดดูดีๆ ซะก่อนเพราะผนังสีเข้มดูดความร้อนได้ดีกว่า ผนังสีอ่อนหลายๆ เท่าเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นหากคุณไม่อยากให้บ้านร้อนเหมือนอยู่ในตู้อบละก็ คิดให้ดีๆ หรือหาวิธีป้องกันไว้ก่อนก็ดีค่ะ

             สีเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะใช้ลดความร้อนได้ในด้านความรู้สึก โดยการใช้สีโทนเย็นสะอาด เช่น สีฟ้าอ่อน สีเขียวอ่อน ช่วยให้ห้องดูกว้าง และเย็นสบายขึ้น ส่วนสีทาภายนอกก็ลองเลือกชนิดที่ป้องกันแสงแดดก็ช่วยได้อีกนิดนึง


8.เครื่องใช้ไฟฟ้า..ยิ่งใช้ ยิ่งร้อน 8.ลองระบบ Manual กันดูบ้าง

               การมีเครื่องใช้ไฟฟ้าไว้ในครอบครองมากๆ ก็ทำให้สะดวกสบายดีค่ะ แต่เจ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชิ้นเนี่ย ทำให้บ้านร้อนขึ้น แถมยังทำให้เราเสียค่าไฟเพิ่มขึ้นด้วย แล้วที่สำคัญ อย่าเอาตู้เย็นเข้าไปไว้ในห้องแอร์ล่ะ...ระวังค่าไฟจะบานนะ

             การแก้ปัญหาเรื่องการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ลองหันมาทำอะไรด้วยตัวเองดูบ้าง จากที่เคยใช้เครื่องดูดฝุ่นก็ลองหันมา ปัด กวาด เช็ด ถู ด้วยตัวเราเองดูบ้างบ้างนอกจากบ้านจะสะอาดแล้วยังได้ออกกำลังกายอีกด้วย

9.กลิ่นไม่พึงประสงค์ 9.กลิ่นหอม...สร้างความรู้สึกสบาย
                กลิ่นพวกนี้อาจจะมีที่มาได้จากหลายๆ อย่างประกอบกัน ต้องลองสำรวจดูให้ดี ว่าบ้านของคุณเหม็นอับจากห้องน้ำหรือเปล่า หรือว่าเกิดจากอะไร เพราะกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่อบอวลอยู่ในบ้าน ทำให้ใครๆ ก็อยากหนีรวมถึงตัวคุณเองด้วย


             ลองหากลิ่นหอมๆ จากน้ำมันหอมระเหย กลิ่นธูปหอม กลิ่น ดอกไม้แห้งต่างๆ มาวางไว้ตามมุมต่างๆ รอบบ้านเพื่อกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ ทำให้รู้สึกสดชื่น ผ่อนคลายแล้วก็อารมณ์ดี ส่งผลต่อสุขภาพจิตใจที่ดีด้วย หรือใครจะปลูกต้นไม้ที่มีกลิ่นหอมอย่าง ดอกแก้ว กระดังงาก็ไม่ว่ากันนะ


10.ขาดความรื่นรมย์ 10.ทำใจเย็นๆ

                ใครที่รู้สึกว่าบ้านตัวเองก็ไม่มีข้อข้างบนมากวนใจ แล้วทำไม๊...ทำไมบ้านฉันยังไม่รู้สึกน่าอยู่อีกนะ บางทีข้อนี้อาจจะเป็นคำตอบสำคัญของคุณก็ได้ค่ะ ว่าบ้านคุณขาดความรื่นรมย์ ขาดกลิ่นหอมๆ หรือเสียงเพราะๆ บรรยากาศธรรมชาติก็ได้ ลองสังเกตดูดีๆ ค่ะ 


              ที่สำคัญที่สุดที่บ้านเราจะน่าอยู่หรือไม่ก็อยู่ไม่ใกล้ ไม่ไกลเลย อยู่ที่ใจเราค่ะ ลองทำใจเย็นๆ เข้าไว้เราก็จะรับมือกับเรื่องร้อนๆ ในบ้านได้อย่างถูกจุดเลยล่ะค่ะ



 



                          ได้เห็นทั้ง 10 สัญญาณของบ้านที่ไม่น่าอยู่และ 10 วิธีแก้ไขไปกันแล้ว ใครที่อยากอยู่บ้านอย่างสบายๆ และประหยัดพลังงานก็อย่าลืมนำวิธีต่างๆ ไปใช้ด้วยนะคะ หรือถ้าใครยังร้อน ลองหาเพลงบรรเลงสบายๆ หรือบทสวดมนต์มาเปิดก็ทำให้จิตใจสงบ และเย็นได้ดีเหมือนกันค่ะ แล้วสำหรับใครที่มีวิธีการทำให้บ้านน่าอยู่แบบอื่นๆ ก็เข้ามาแชร์ไอเดียกันได้ค่ะ หรือจะมาโพสต์รูปอวดโฉมบ้านของตัวเองกันที่นี่ก็ยิ่งดีเลยค่ะ 




ขอบคุณภาพสวยๆ จากงานบ้านและสวนแฟร์ 2007

Categories :  Tags : เที่ยว , เดอะ ไทด์ รีสอร์ท , รีสอร์ท , บางแสน , THE TIDE RESORT
2010-10-26 16:34:59, 0 comments , แสดงไปแล้ว ครั้ง

เรื่อง : Kemmiko
ภาพ : Nuttapol Mareesee


ถึงหน้าฝนจะมาเร็วจนไม่ทันตั้งตัว แต่กลิ่นอายซัมเมอร์สดใสจากกิจกรรม TrueLife Summer ก็ทำให้เราได้ไปรู้จักกับที่พักสุดฮิป อย่าง THE TIDE RESORT (เดอะ ไทด์ รีสอร์ท) ที่ซึ่งเราจะได้ไปเดินสูดกลิ่นไอทะเลในทุกฤดู จนมนต์เสน่ห์บางแสนเมื่อวันวาน แจ่มชัดในความทรงจำขึ้นอีกครั้ง...



แค่เศษเสี้ยวชั่วโมงจากกรุงเทพฯ เราก็เดินทางถึงจุดหมาย ยืนทักทายกับอากาศแสนบริสุทธิ์ริมหาดทะเลบางแสนได้ไม่ยาก และเมื่อถามหาที่พักสุดฮิปที่สิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างต้องครบ ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำขนาดใหญ่พร้อมบ่อนวดตัว, Fitness Center ที่มีเทรนเนอร์คอยแนะนำ, สปาและซาลอนสำหรับสาวๆ รักความสวยงาม, ห้องสัมมนาขนาดใหญ่ที่จุคนได้นับพัน, คาราโอเกะสีสันสวย ระบบเสียงดี หรือแม้กระทั่งร้านเบเกอรี่อร่อยๆ ให้นั่งชิลๆ มองวิวทะเล เราก็จะพบรีสอร์ทหรู ที่ชื่อว่า The Tide Resort อยู่เพียงที่เดียวเท่านั้น!

ห้องพักของที่นี่เน้นการตกแต่งแบบโมเดิร์นบาหลีผสมกลิ่นอายแบบไทย ซึ่งการวางผังอาคารให้โอบล้อมพื้นที่ส่วนกลางอย่างสระว่ายน้ำและสวนสไตล์ทรอปิคอลเป็นรูปตัวยูนั้น ทำให้ห้องพักทั้ง 154 ห้อง ไม่ว่าจะเป็น Superior, Deluxe, Premiere Suite และ The Tide Suite ดูร่มรื่นและสามารถเปิดหน้าต่างรับลมได้เต็มที่ทีเดียว

สำหรับใครที่อยากพักผ่อนแต่มีเวลาน้อย หรืออยากไปทะเลแต่ไม่ชอบเดินทางไกล The Tide Resort เป็นคำตอบที่ดีเลย เพราะนี่คือสวรรค์ที่เราสามารถสัมผัสได้ใกล้ๆ ริมหาดบางแสนค่ะ...

 



Fusion Cuisine : ห้องอาหารสุดหรูหนึ่งเดียวในบางแสนค่ะ ซึ่งจะมีโปรโมชั่นเมนูพิเศษเปลี่ยนไปไม่ซ้ำกันในแต่ละเดือน แต่ละจานน่าทานทั้งนั้น ถึงหนีเมืองไปพักที่นี่บ่อยๆ ก็ไม่เบื่อเลยค่ะ

 

The Tide Bakery : เค้กร้านนี้ทั้งหวานหอม บรรยากาศร้านสีขาว-ฟ้าก็น่ารัก แถมมีดาดฟ้าให้เราขึ้นไปนั่งชมวิวริมหาดที่อยู่ใกล้แค่ข้ามฝากถนน ถึงไม่ใช่ลูกค้าโรงแรม ก็จะอดใจไม่ไหวที่จะแวะไปชิมค่ะ

 

Samutra Massage&Spa : สปาแห่งแรกสุดของย่านนี้ ให้บริการทั้งด้านความงาม และสุขภาพ ที่คัดสรรวัตถุดิบจากธรรมชาติมาผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงาน

Tips :
• หาดบางแสน อยู่ห่างจากตัวเมืองชลบุรี 14 ก.ม. จากกรุงเทพฯ ใช้ทางด่วนบางนา-ตราด จะสะดวกและเร็วกว่าสายมอร์เตอร์เวย์ เพราะระยะทางสั้นกว่า ประมาณ 70 ก.ม. เท่านั้นเอง
• สำหรับคนที่ชอบบรรยากาศขี่จักรยานเลียบหาด ที่บางแสนนี่เขาทำเลนคนเดินกับเลนจักรยานให้โดยเฉพาะ ไม่พลุกพล่านสับสนเหมือนหาดชะอำ จึงสบายใจได้ว่าขี่รถได้เพลินๆ แบบปลอดภัยแน่
• ยิ่งอยู่ใกล้ คนก็ยิ่งมากันง่าย ใครไม่ชอบความวุ่นวาย เราแนะนำให้มาวันธรรมดาดีที่สุด แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ อยู่ในโรงแรมก็เป็นส่วนตัวอย่าบอกใคร แค่ใช้พื้นที่ทุกส่วนของโรงแรมให้คุ้ม แค่นี้ก็มีความสุขมากแล้ว 
• ถ้าอยากสนุกกับการขึ้นรถโดยสาร ก็ขึ้นรถสายกรุงเทพฯ-บางแสน ที่สถานีขนส่งเอกมัยได้ทุกวัน หรือจะขึ้นรถสายกรุงเทพฯ-ชลบุรี ไปลงสี่แยกเฉลิมไทยในตัวเมืองชลบุรี แล้วต่อรถสองแถวไปยังหาดบางแสนก็ได้นะคะ

Categories :  Tags : เลอโน๊ต , เที่ยว , เค้ก , กิน , LeNotre
2010-10-26 16:29:04, 0 comments , แสดงไปแล้ว ครั้ง
LeNotre @ Thonglor
ร้านอาหารสไตล์ Chic พร้อมกับเมนูสุดพิเศษ
Story by : Mickeymumu
Photo by : Snappy+Sjuab
 
                   หากใครที่เดินทางผ่านไปตามย่านทองหล่อในยามใกล้โพล้เพล้ แสงไฟประกายวิบวับจากร้านรวงต่างๆ ก็ออกมาแข่งกันเปล่งประกายอย่างโดดเด่น  แต่ในช่วงวันปีใหม่นี้ ถ้าหากใครผ่านมาแถวถนนเส้นนี้ก็สะดุดตากับร้านขนมขนาดกลางๆ บรรยากาศร้านอบอุ่นชวนให้รู้สึกอยากเข้ามานั่งเล่น อย่างร้าน LeNotre @ ทองหล่อ ซึ่งตั้งอยู่ตรงปากซอยทองหล่อ 16 แห่งนี้พอดิบพอดีอย่างแน่นอน
                    เมื่อก้าวเข้าไปในร้านก็จะเห็นการตกแต่งประดับประดาให้ออกมาอารมณ์ Chic chic ทันสมัยแต่ในขณะเดียวกันก็ให้อารมณ์ความรู้สึกแบบสบายๆ ไปพร้อมๆ กันอีกด้วย การตกแต่งร้านนั้น ทางร้านจะเน้นด้วยสีม่วงที่เป็นสีประจำของร้าน LeNotre ให้อารมณ์ Chic สุดๆ เมื่อมองเข้าไปก็จะเห็นว่าร้านนี้แบ่งออกเป็น 3 โซน ซึ่งแต่ละโซนก็จะมีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไป
 



1. Bakery Zone
 ในโซนนี้จะอยู่ชั้น 1 ของร้าน มีบาร์ขนมที่มีเค้กรูปร่างหน้าตาน่ารับประทานมากมายให้เลือกรับประทาน ซึ่งหลายๆ คนที่เข้ามาต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าละลานตาจนเลือกไม่ถูก แถมด้วยการประดับประดาร้านในโทนสีสบายตาชวนให้น่านั่งพักผ่อนในวันว่างๆ ของคุณ ทานเค้กที่เสริฟพร้อมกับเครื่องดื่มที่มีให้เลือกมากมายในร้านก็ยิ่งทำให้บรรยากาศดีขึ้นอีกเป็นเท่าตัว





 2. Fine dining Zone
 โซนนี้เหมาะสำหรับบรรดานักทานอาหารที่ตั้งใจมารับประทานอาหารกันอย่างจริงจัง ใครที่เข้ามาก็สามารถเดินขึ้นไปรับประทานอาหารได้ที่ชั้น 2 ของร้านโดยจะมีการตกแต่งด้วยสีม่วง ชมพู และใช้เฟอร์นิเจอร์สีทึมๆ เพื่อให้เข้ากับสีม่วงและชมพูที่เป็นสีประจำของทางร้าน ส่วนของบาร์ตกแต่งด้วยชั้นวางขวดเครื่องดื่มเมื่อเปิดไฟก็จะเห็นสีที่สลับไปมาสวยงามมากๆ 


 



3. Private Zone
 เมื่อเดินเลยออกมาจาก Fine dining โซน แล้วก็จะออกมาสู่ลานเล็กๆ บนชั้น 2 ซึ่งในส่วนนี้มักจะมีลูกค้ามาจองไว้เพื่อจัดปาร์ตี้เล็กๆ กับเพื่อนๆ เสมอ ถึงแม้จะเป็นบรรยากาศแบบ outdoor ปาร์ตี้ แต่บรรยากาศริมถนนสายทองหล่อในยามเย็นๆ ก็ช่วยให้มุมนี้ดูน่าสนใจขึ้นมาอีกเป็นกองเลยค่ะ


   
                  ถ้าใครเอ่ยถึงชื่อร้าน LeNotre ขึ้นมาก็มักจะต้องนึกถึงขนมหวานที่เป็นไฮไลท์ของร้านกันแน่นอน แต่ว่าร้านนี้ก็มีเมนูอาหารด้วยซึ่งตอนนี้ก็มีการปรับปรุงสูตรอาหารให้มีกลิ่นอายตะวันออกผสมผสานกับกลิ่นอายตะวันตกได้อย่างลงตัว รวมถึงของหวานก็จัดเป็นของหวานที่ไม่เลี่ยนจนเกินไป ทานได้ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ
                    เมนูแรกที่เราจะมานำเสนอกันเป็นเมนูSpice seared red tuna (Spcie seared red tuna, scallops mousse, soy & wasabi sauce) ซึ่งเป็น เรดทูน่าเสริฟพร้อมกับมูสหอยเชลล์ แต่งรสด้วยซอสซีอิ้วขาวกับซอสวาซาบิ รสชาติคล้ายๆ กับปลาดิบแดนซากุระนั่นเองแต่ให้ความนุ่มลิ้นด้วยเนื้อปลาเรดทูน่าชั้นดี เป็นเมนูอร่อยที่น่าลิ้มลองเมนูหนึ่งเลยทีเดียว
                    เมนูถัดมาเป็น Roasted King fish (Roasted King-fish, eggplants, yellow Thai curry sauce) ปลา”คิงส์ฟิช” เสริฟพร้อมเส้นบะหมี่กับมะเขือม่วงและแกงกระหรี่ เมนูที่เอาใจใส่กับความต้องการของชาวเอเชีย เพราะเรารู้ว่าคนเอเชียชอบ ทานก๋วยเตี๋ยว เมนูนี้ก็เลยจัดให้มีเส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ราดด้วยแกงกระหรี่ที่เคียวจนกลายเป็นสีเขียวให้กลิ่นหอมจางๆ ของแกงกระหรี่ทานพร้อมกับปลาคิงส์ฟิช ทำให้รสชาติกลมกล่อมขึ้นมาทันที
                      ทานอาหารคาวกันมา 2 อย่างแล้วมาหาอาหารหวานดับคาวกันซักนิดด้วย Parfait Chocolate(Frozen smooth milk chocolate parfait, green tea and roasted lychees)                      ไอศรีมนมช็อคโกแลตรสนุ่ม เคลือบด้วยชาเขียวและงาขาว ที่มาเสริฟพร้อมกับคาราเมลและลิ้นจี่อบแห้ง ให้รสชาติหวานอ่อนๆ และไม่ถึงกับเลี่ยน พร้อมกับความหอมของคาราเมลที่เคี่ยวมาจากน้ำตาลกับลิ้นจี่ ซึ่งให้กลิ่นหอมชวนรับประทานมากขึ้น เมื่อทานแล้วการันตีถึงความนุ่มหอม และถูกปากจนอยากจะทานอีกแน่นอน
   
                       ส่วนไฮไลท์ของร้านในช่วงเทศกาลปีใหม่แบบนี้ ทางร้านก็มีเมนูพิเศษเป็นขนมเค้กที่ทำออกมาเพียงแค่ช่วงเทศกาลเท่านั้น นั่นก็คือ Log Cake ที่บรรจงนำเค้กก้อนเล็กๆ มาทำให้เป็นรูปร่างของขอนไม้ พร้อมประดับไปด้วยน้ำตาลรูปร่างต่างๆ เช่น เห็ด บ้าน ใบไม้ ให้ดูน่ารักและน่ารับประทานมากขึ้น และพิเศษก็คือมี Log Cake รสใหม่มาให้คอขนมหวานได้ไปลิ้มรสชาติกันอีกแล้วนั่นก็คือ Log Cake รสชิรามิสุ ซึ่งทางร้านทำมาเป็นรสชาติพิเศษสำหรับปีนี้ ใครที่เป็นนักทานขนมหวานตัวจริงคงต้องไม่พลาดกับเมนูใหม่ เมนูนี้แน่นอน
Log Cake : Original
Log Cake : Tirimisu
                        การได้นั่งพัก จิบกาแฟพร้อมกับเค้กชิ้นโปรดในวันว่างๆ สบายอารมณ์ย่างนี้ ก็คงไม่มีอะไรที่ดีไปกว่านี้อีกแล้ว และหากใครที่กำลังมองหาร้านนั่งเล่นชิวๆ รวมถึงสถานที่จัดงานปาร์ตี้เล็กๆ เป็นส่วนตัว LeNotre ก็คงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจเลยทีเดียว
 
Categories :  Tags : ไอศครีม , ไอติม , เรดแมงโก้ , กิน , red mango
2010-10-26 16:25:52, 0 comments , แสดงไปแล้ว ครั้ง
Red Mango
ไอศครีมโยเกิร์ตไร้ไขมันยอดนิยมจากเกาหลี 



story by : Mickeymumu
Photo by : Snappy
                         พูดถึงร้านไอศครีมหลายๆ คนก็คงคิดว่า ได้เวลาอ้วนอีกแล้ว แต่ขอบอกค่ะว่าคุณคิดผิดอย่างแรง เพราะว่าตอนนี้เค้ามีไอศครีมที่ทานแล้วนอกจากไม่อ้วน แล้วยังสุขภาพดีอีกด้วยค่ะ นั่นแน่...สนใจกันแล้วใช่มั๊ยล่ะคะ วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปพบกับร้านไอศครีม Red Mango ต้นตำหรับไอศครีมโยเกิร์ตไร้ไขมันยอดนิยมจากเกาหลี เจ้าแรกของประเทศไทยเลยค่ะ

                          Red Mango เป็นร้านไอศครีม NonFat Yoghurt ซึ่งเป็นไอศครีมโยเกิร์ตไร้ไขมันที่ให้ทั้งความอร่อยและก็ดีต่อสุขภาพอีกด้วย แถมยังเป็นการสร้างกระแสนิยมใหม่สำหรับคนที่รักการรับประทานไอศครีมให้ไม่ต้องกังวลเรื่องความอ้วนอีกต่อไปค่ะ 

                    สำหรับรสชาติ เป็นไอศครีมที่มีรสโยเกิร์ตแท้ๆ ด้วยสูตรของทางร้าน Red Mangoที่เป็นรสชาติดั้งเดิมจากเกาหลี ซึ่งเป็นร้านไอศครีมโยเกิร์ต อันดับหนึ่งที่มีสาขากว่า 100 แห่งและได้รับความนิยมสูงสุดอีกด้วย "ที่เกาหลีนิยมรับประทานกันมากค่ะ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะเจอร้าน Red Mango เหมือนเป็น 7-eleven บ้านเราเลยค่ะ" 

                           ส่วนเมนูทีเด็ดของร้านนี้ก็มีอยู่ 3 เมนูให้เลือกด้วยกัน แต่ว่าแต่ละเมนูถ้าจะให้เด็ดจริงๆ ก็ต้องรับประทานพร้อมกันกับ Topping ผลไม้ ซึ่งจะเป็นผลไม้สดตามฤดูกาล ส่วนTopping ผลไม้ที่เป็นไฮไลท์ของร้านก็ต้องเป็น มะม่วงและกีวี่ค่ะ คราวนี้ลองมารุ้จักกับเมนู แสนสวยน่ารับประทานทั้ง 3 เมนูกันดีกว่าค่ะ

1 NonFat Yoghurt Ice-cream
  - เป็นไอศครีมโยเกิร์ตแท้ 100% สูตรพิเศษของ Red Mango ที่พัฒนาสูตรและปรับปรุงจนได้รสชาติของโยเกิร์ตอย่างแท้จริง ทานพร้อมกับToppingผลไม้หลากหลายชนิดที่ทางร้านจัดไว้รับรองว่าอร่อยแน่นอนคะ
   
2 NonFat Yoghurt Ice-shaving
 - สำหรับเมนูนี้คิดว่าอาจเป็นเมนูแปลกใหม่สำหรับคนไทย แต่ว่าน่าทดลองทีเดียวค่ะ เป็นเมนูไอ

ศครีมโยเกิร์ตที่เสิร์ฟบนเกล็ดน้ำแข็งเหมือนเราทานหวานเย็นบ้านเรานั่นแหละค่ะ เสริฟพร้อมกับTopping หลากชนิดเช่นกัน 
    แอบบอกว่าเมนูนี้เวลาคนเกาหลีทานเค้าจะคลุกเคล้าไอศครีมเข้ากับเกล็ดน้ำแข็งเข้าด้วยกัน ทำให้ได้รสชาติของไอศครีมพร้อมกับความเย็นฉ่ำ ของเกล็ดน้ำแข็งไปพร้อมๆ กับความหวานของผลไม้ แหม....พูดแค่นี้ก็น้ำลายสอแล้วล่ะค่ะ

   
3 Yoghurt Cooling
  - สำหรับคนที่ชอบทาน Smoothies เป็นเนื้อไอศครีมโยเกิร์ตสูตรของ Red Mango นำมาผสมกับผลไม้ที่คุณเลือกแล้วปั่นให้เข้ากันตามสูตรของRed Mangoคุณจะรู้สึกถึงความนุ่มลื่นของไอศครีมพร้อมกับรสชาติผลไม้ที่เป็นแบบSmoothies รับรองได้ว่าเด็ดจริงๆ ค่ะ
   

                           บรรยากาศการตกแต่งของที่ร้านก็เหมือนกับที่เกาหลีเลยล่ะค่ะ เป็นบรรยากาศแนวFantasy นิดๆ มาคู่กับสีสันสดใสอย่างสีส้มและเขียว เพื่อให้บรรยากาศร้านนั้นดูสดใสสดชื่นเหมือนอยู่ในโลกของการ์ตูนอย่างไรอย่างนั้นเลยค่ะ ส่วนจุดเด่นของร้านก็ตรงที่มีชิงช้าที่ตั้งอยู่ติดกับหน้าต่างร้าน รับประทานไอศครีมไป ดูวิวไป เพลินดีแถมยังอร่อยอีกด้วยค่ะ

                     ใครที่สนใจไอศครีมแสนอร่อยแถมยังดีต่อสุขภาพอย่าง Red Mango ก็ลองเข้ามาเพลิดเพลินกันได้ตามสาขาดังต่อไปนี้ค่ะ
-ชั้น 2 อาคาร CRC ออลซีซั่นเพลส -Siam Center
-The Mall บางกะปิ -Lotus ปิ่นเกล้า
-Central WorldCentral World -The Esplanade
-Siam SQuare ซอย 4 -MBK Center
Tips:  
โยเกิร์ตถือได้ว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่ใส่ใจสุขภาพเพราะผลจากการวิจัยพบว่า โยเกิร์ตถือเป็น 1 ใน 5 ของอาหารที่ดีที่สุดในโลกมีประโยชน์ต่อร่างกายในการช่วยระบบย่อยอาหาร ปราศจากไขมันและเป็นแหล่งของโปรตีนและแคลเซียมที่ดีเยี่ยม
   
แล้วเพื่อนๆ ล่ะคะ ชอบทานไอศครีมโยเกิร์ตกับTopping ผลไม้ชนิดใดมากที่สุด


2010-06-18 11:43:54, 0 comments , แสดงไปแล้ว ครั้ง
Leave's sometimes Bigger Than Footstep
Categories :  Blog 2010 Tags : mumuu
2010-06-17 22:07:35, 0 comments , แสดงไปแล้ว ครั้ง
MySpace/Hi5 Thanks Glitter Graphics/Friendster/hi5 glitter/comment hi5

รู้สึกแปลกใจตัวเองกับการเข้ามานั่งย้อนอ่านไดอารี่ ที่ตัวเองเป็นคนเขียนเอาไว้ แล้วก็เกิดความรู้สึกจั๊กกะจี้เล็กๆ ที่บริเวณมุมปากอยู่ตลอดเวลา

หากไม่ได้เป็นการเข้าข้างตัวเองมากไป 
ฉัน...รู้สึกสนุกและเพลิดเพลินไปกับการอ่านเรื่องราวชีวิต และข้อคิดที่ได้มาจากสมองของตัวเองมาก และนั่นก็ทำให้ฉันรุ้สึกประหลาดใจกับตัวเองอยู่เหมือนกัน
ฉัน....ไม่ได้เขียนไดอารี่อย่างนี้มากว่าปีแล้วสินะ ก็ในเมื่อเรื่องราวในชีวิตมันไม่ได้มีอะไรให้เขียนเป็นพิเศษเหมือนเมื่อก่อนแล้วนี่นะ วันทั้งวันก็ทำแต่งาน 
แต่คุณรู้อะไรไหมคะ...... การย้อนกลับไปอ่านสิ่งที่เคยเกิดขึั้้น ในรูปแบบไดอารี่ที่ตัวเองได้เขียนเองกลับทำให้มีความรู้สึกฮึกเหิมอย่างประหลาดค่ะ


และแล้วมันก็ทำให้ฉันกลับมานั่งคิดอีกครั้งว่า
ทำไม?.....ฉัน...ถึงไม่สามารถสร้างสรรค์เรื่องราวที่หลายๆ คนอยากอ่านได้เหมือนเมื่อก่อน  

และอยู่ดีๆ ก็มีคำตอบๆ หนึ่งที่ผุดขึ้นมาจากสมองอันน้อยนิดของฉัน "ก็จินตนาการมันแปรผันตามเวลาไงล่ะำ" 

หลายๆ คนอาจจะไม่เข้าใจ แต่อย่าเพิ่งเบื่อกันไปเสียก่อนนะคะ ชั้นจะอธิบายให้คุณฟังเดี๋ยวนี้ล่ะค่ะ 

คุณเคยเห็นเด็กอาร์ทมั๊ยคะ????.....ใช่ค่ะ เด็กอาร์ท ผมเผ้ารุงรัง ทำตัวประหนึ่งคนเรื้อนๆ ถ้าจะมองแค่ภายนอก 
แต่หากได้เห็นผลงานแล้วคงจะต้องยกนิ้วซูฮกให้กับคนเหล่านี้ จริงๆ ค่ะ เพราะนอกจากจะสร้างสรรค์งานศิลป์ออกมาได้งดงามอย่างเหลือเชื่อแล้ว 
คนพวกนี้มีจินตนาการที่ล้ำเลิศทีเดียวค่ะ แล้วมันเพราะอะไรกันล่ะ?

ก็เพราะพวกเขามีเวลา....เวลาคุณภาพ!!! นั่นก็คือ เวลาในการใช้ชีวิต เวลาในการคิด เวลาในการท่องเที่ยว เวลาในการเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งเก่าหรือสิ่งใหม่ก็ตาม เพราะเวลาที่ว่ามานั้น ล้วนแต่เป็นแหล่งข้อมูลสำหรับการทำงานขั้นต่อไปของจินตนาการทั้งนั้น หลังจากนั้นจินตนาการจะเป็นผู้ที่ทำให้เกิดภาพที่สวยงามขึ้นในขั้นตอนต่อไป

หากจะเปรียบเทียบให้เวลา และจินตนาการเป็นคนๆ หนึ่งในตลาดแห่งหนึ่งแล้วล่ะก็ เวลา...ก็คงเปรียบเหมือนพ่อค้าที่คอยค้นหาวัตถุดิบตามสถานที่ต่างๆ แล้วนำวัตถุดิบมีค่าเหล่านั้นมาส่งต่อให้กับ จินตนาการ...ซึ่งเป็นช่างฝีมือ หลังจากนั้น ก็เป็นหน้าที่ของหนุ่มน้อยจินตนาการ ที่จะนำวัตถุดิบเหล่านั้นมาแปรรูปให้กลา่ยเป็นสินค้าที่มีคุณค่า

นี่อาจจะเป็นคำตอบของชั้นก็ได้ว่า  ทำไมนะ ฉันถึงกล้าละเลย และปล่อยให้บล็อคแสนรักนี้ร้างมาได้เป็นปีๆ หากตอนนี้เปรียบเทียบเวลา และจินตนาการในตัวของฉัน เวลาก็คงเป็นเหมือนหนุ่มขี้เกียจที่ไม่ยอมออกไปแสวงหาความรู้และวัตถุดิบใหม่ๆ ส่วนจินตนาการก็คงเป็นช่างฝีมือที่เรียกได้ว่า ถ้าเป็นดาบก็คงเป็นดาบที่ทืิ่อจนกระทั่งตัดกระดาษไม่ขาดไปแล้วก็เป็นได้

ซึ่งการจะปลุกให้ทั้ง 2 ฟื้นขึ้นมานั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย แต่....จะไปยากอะไร หากเรารู้ปัญหาของตัวเองแล้ว คงไม่ยากเกินไปที่ต่อไปนี้ ฉัน....จะส่งเวลาให้ออกเดินทางอีกครั้ง เพื่อคัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศ กลับมาให้นายจินตนาการของชั้นได้กลับมาคึกครื้น และลับคมขึ้นใหม่อีกครั้ง^^ เอาใจช่วยฉันด้วยนะคะ